ประวัติวันรัฐธรรมนูญ

posted on 08 Dec 2009 16:47 by ppa2533

ประวัติวันรัฐธรรมนูญ

อีกหนึ่งวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ชองชาติไทย นั่นคือ วันรัฐธรรมนูญ เรามาศึกษาประวัติและความสำคัญของวันนี้กันค่ะ

ความหมายของรัฐธรรมนูญ

         รัฐธรรมนูญ หมายถึง กฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองประเทศ

        วันรัฐธรรมนูญตรงกับ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม ฉบับถาวร เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย

10 ธันวาคม วันรัฐธรรมนูญ
วันที่ 10 ธันวาคม เป็น วันรัฐธรรมนูญ ซึ่งจัดให้มี ขึ้นทุกๆปี เพื่อเป็นการระลึกถึงการอุบัติขึ้นของการ ปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้
รัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีการปกครองแบบ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งถึง วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
การเปลี่ยนแปลงนี้นำโดย กลุ่มคนรุ่นหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ และได้อิทธิพลจากแนวความคิดค้านระบอบประชาธิปไตยตะวันตก กลุ่มนี้มีชื่อว่า “คณะราษฎร์”
นำโดยหลวงประดิษฐ มนูธรรม(ปรีดี พนมยงค์) เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการนองเลือด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีการยกเลิกการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
และทรงมอบรัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกของประเทศให้กับประชาชน

ที่จริงแล้วพระองค์ทรงเตรียมการที่จะมอบอำนาจของพระองค์ให้อาณาประชาราษฏร์ ก่อนที่จะมีการเรียกร้องเสียด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับต่างก็ยอมรับพระมหากษัตริย์
ว่าทรงดำรงต แหน่งเป็นประมุขของประเทศ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก และทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ อำนาจอธิปไตยของพระองค์มาจากปวงชนชาวไทย
และพระองค์ทรงใช้อำนาจ 3 ทาง คือ
……….- อำนาจ นิติบัญญัติ โดยผ่านรัฐสภา
……….- อำนาจบริหาร โดยผ่านคณะรัฐมนตรี
……….- อำนาจตุลาการ โดยผ่านศาลยุติธรรม
ถึงแม้ว่าการปฎิวัติ ในปี พ.ศ.2475 จะนำมาซึ่งการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันเป็น ระบอบเก่าแก่มาหลายศตวรรษก็ตาม ความเคารพเลื่อมใสศรัทธาของชาวไทยที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์
ก็ไม่มีวันเสื่อมคลายด้วยการเปลี่ยนแปลงใดๆทั้งสิ้น
ที่เห็นได้ชัดก็คือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยมีให้เห็นอยู่ทั่วพระราชอาณาจักร ในวันรัฐธรรมนูญจะมีการจัดพิธีฉลองวันนี้กันทั่วประเทศ โดยสถานที่ราชการอาคารเอกชนและตึกสูงๆ
จะประดับด้วยธงชาติและธงประดับพร้อมทั้งแสงไฟสว่างไสว ชาวไทยต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดี ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเปิดโอกาสให้ปวงชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร
ประเทศชาติ

อำนาจนิติบัญญัติ
เป็นอำนาจในการบัญญัตกฎหมายต่างๆ ซึ่งประชาชนเป็นผู้เลือกผู้แทนของตนเข้าไปเป็นตัวแทนในรัฐสภา ซึ่งเป็นสภาที่มีหน้าที่บัญญัติออกกฎหมายต่างๆ ซึ่งผู้แทนนี้คือ
“สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์”

อำนาจบริหาร
เป็นอำนาจในการบริหารประเทศ ฝ่ายบริหารซึ่งได้แก่ คณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อวางแผนในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ที่ทำเนียบรัฐบาล
อำนาจตุลาการ
ฝ่ายตุลาการ ทำหน้าที่ตีความกฎหมาย และตัดสินคดีความทั้งทางแพ่งและอาญา ด้วยความยุติธรรม อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นอนุสรณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากเดิมแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นแบบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ.2475 โดยสิ่งก่อสร้างที่เป็นองค์ประกอบของอนุสาวรีย์
มีความหมายตามสัญลักษณ์ต่าง ๆ ดังนี้

1. พานรัฐธรรมนูญ มีความสูง 3 เมตร สื่อถึงอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ( อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ) ภายใต้รัฐธรรมนูญ

2. พระขรรค์ทั้ง 6 (ที่ติดอยู่ตรงฐานทรงกลมใต้พาน) หมายถึง หลัก 6 ประการ ที่เป็นนโยบายในความเสมอภาค เสรีภาพ เศรษฐกิจ การศึกษา และเอกราช

3. ปีก 4 โดยรอบอนุสาวรีย์ แต่ละปีกมีความสูง 24 เมตร สื่อถึงวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือวันที่ 24 มิถุนายน 2475

4. ภาพนูนต่ำบนฐานทั้ง 4 ของปีก แสดงให้เห็นถึงภาพเหตุการณ์และความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติการของคณะปฏิวัติ

5. ปืนใหญ่จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่เหล็กร้อยไว้ หมายถึงปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี
พ.ศ.2475 ) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกัน หมายถึงความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ

 

     มีเรื่องน่ารัก ๆ ของในหลวงมาเล่าให้ฟังให้พวกเราได้รับทราบ

ในพระจริวัตรของท่าน เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า พระองค์

ท่านจะเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่เป็นประจำ>

โดยเฉพาะชาวบ้านต่างจังหวัดจะโชคดีกว่าเรานักที่ได้มีโอกาส่

ชื่นชมพระบารมีของในหลวงได้ใกล้ชิดและบ่อยครั้งกว่าคนใน

กรุงเทพมากนัก จึงมีเรื่องของในหลวงมาเล่าให้ฟัง

 ฟังแล้วเชื่อว่าทุกคนจะต้องอมยิ้มกันทุกคนแน่

 

เรื่องที่ 1. วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรของ

> > ท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวง

> > มากมายพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระ

บาทหลวงที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบ

พระบาทแล้วก็เอามือของแก่มาจับพระหัตถ์ของในหลวง

> > แล้วก็พูดว่ายายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดว่า

> > ยายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมายแต่ในหลวงก็ทรง

> > เฉย ๆ มิได้ตรัสรับสั่งตอบว่ากระไร แต่พวกข้าราชบริภารก็

มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤหัย

> > หรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบว่ากับหญิง

> > ชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหวเพราะ

> > พระองค์ทรงตรัสว่า " เรียกว่ายายได้อย่างไร

> > อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก "

> >

> > เรื่องที่ 2. พระองค์ท่านเสด็จไปที่จังหวัดสกลนคร เพื่อเยี่ยม

> > เยียนชาวบ้าน และพระองค์ก็ทรงตรัสถามชายคนหนึ่งที่มา

> > เข้าเฝ้าเพราะแขนเจ็บเข้าเฝือก ในหลวงทรงรับสั่งถามว่า

> > " แขนเจ็บไปโดนอะไรมา " ชายคนนั้นตอบว่า " ตก

สะพาน " แล้วในหลวงทรบรับสั่งกลับไปอีกว่า " แล้วแขนอีกข้าง

หนึ่งละ " ชายคนนั้นก็ตอบกลับมาอีกว่า " แขนข้างนี้ไม่ได้ตกลง

ไปด้วย ตกข้างเดียว " ในหลวงของเราก็ทรงพระสรวล

> >

> > เรื่องที่ 3. พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่

> > ทางภาคใต้ คือจังหวัดนราธิวาส ทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดิน

> > เป็นกรด มีความเค็ม พระองค์จึงทรงรับสั่งถามกับชาวบ้านที่

มาเฝ้ารับเสด็จว่า " ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม "

> > ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างง ก่อนตอบกลับมาว่า

> > " ไม่เคยชิมซักที " ในหลวงก็รับทรงสั่งกับข้าราชบริภารที่

> > ตามเสด็จว่า " ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ "

 

4. ในขณะที่ในหลวงท่านทรงประชวรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เก่าแก่ที่สุด แห่งนึง มีข้าราชบริพารเข้าเยี่ยมจำนวนมาก ทุกคนคงจำได้ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่นายกฯคนปัจจุบัน

บังอาจถวายบัตร 30 บาท ให้พระองค์ เพื่อใช้สิทธิ์สร้างความแค้นเคืองใจให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน แต่ไม่มีใครรู้เบื้องหลังว่าพระองค์ทรงตอบว่าอย่างไร ในหลวงทรงตรัสว่า

"ไม่เป็นไรหรอก หากข้าพเจ้าไม่สามารถจ่ายค่ารักษาได้ แต่คงสามารถใช้บัตรผู้สูงอายุได้ หรือจะใช้สิทธิข้าราชการของบุตรี (ฟ้าหญิง)ก็ได้" ท่านพูดเสียงเรียบๆ ไม่ได้รู้สึกว่าถูกลบหลู่เลย

พูดเสร็จก็ยื่นบัตรทองใบนั้น ให้นายกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ฟังแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ว่าท่านตอบได้น่ารักมาก เคยมีคนถามผมว่า นับถือใครมากที่สุด คิดถึงคนแรกและคนเดียวเลยคือ

ในหลวง ท่านเหนือกว่ากษัตริย์ใดในโลกหล้า ยิ่งใหญ่กว่าวีรบุรุษคนใดในตำนาน มีคุณธรรมประเสริฐล้ำเทียบพระโพธิสัตว์ ขอถวายความจงรักภักดีจนกว่าชีวีจะหาไม่

 

5.เราจับได้แล้ว ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ

....ครั้งหนึ่งในงานนิทรรศการ "ก้าวไกลไทยทำ" วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538

"The BOI Fair 1995 commemorates the 50th Anniversary of His Majesty King Bhumibol Adulyadej's reign" (Board of Investment Fair 1995 BOI)

หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตามศาลาการแสดงต่างๆ ก็มาถึงศาลาโซนี่ (อิเล็กทรอนิกส์) ภายในศาลาแต่งเป็น "พิภพใต้ทะเล"

โดยใช้เทคนิคใหม่ล่าสุด "Magic Vision" น้ำลึก 20,000 league จะมีช่วงให้แลเห็นสัตว์ทะเลว่ายผ่านไปมา ปลาตัวเล็กๆ สีสวยจะว่ายเข้ามาอยู่ตรงหน้า ข้อสำคัญเขาเขียนป้ายไว้ว่า

ถ้าใครจับปลาได้เขาจะให้เครื่องรับโทรทัศน์ พวกเราไขว่คว้าเท่าไหร่ก็จับไ ม่ได้ เพราะเป็นเพียงแสงเท่านั้น แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า "เราจับได้แล้ว"

พร้อมทั้งทรงยกกล้องถ่ายรูปชูให้ผู้บรรยายดู แล้วรับสั่งต่อ "อยู่ในนี้" ต่อจากนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะเมื่ออัดรูปออกมาก็จะเป็นภาพปลาและจับต้องได้ บริษัทโซนี่จึงต้องน้อมเกล้าฯ

ถวายเครื่องรับโทรทัศน์ตามที่ประกาศไว้...

 

6. หมึกไม่ออก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อนงค์รัตน์ สุขุม ........

วันที่ 19 กรกฎาคม 2526 เป็นวันพระราชทางปริญญาบัตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่นายกสโมสรอาจารย์จะเป็นผู้ดูแลถวายปากกาให้ทรงลงประปรมาภิไธย แต่ในปีนั้น

ดิฉันในฐานะอุปนายกสโมสรอาจารย์ได้รับหน้าที่นี้แทน ก่อนจะเสด็จประราชดำเนิน เราก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง อย่างระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะปากกาลองกันหลายครั้งจนมั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่

พอเสด็จฯ มาถึงท่านก็ทรงลงประปรมาภิไธย ปรากฏว่าทรงจรดปากกาลงไปแล้วแต่ไม่มีหมึกออกมา เราก็ตกใจมากเลย ไม่รู่จะทำยังไงดี นึกในใจว่าเป็นความบกพร่องของเราแน่ๆ

ลองมากไปจนหมึกหมด ดิฉันก็เลยถวายกระดาษทิชชูเปล่าๆ ที่อยู่ในมือให้ท่าน เพื่อจะให้ท่านทรงเช็ดปากกา แต่ท่านทรงพระเมตตามากเลย สีพระพักตร์ที่ท่านมองดิฉันเหมือนกับจะตรัสว่า

"ไม่ต้องตกใจ" แล้วก็ทรงนำปากกามาลองที่มือดิฉันที่มีกระดาษทิชชู่ ปรากฏว่าหมึกออก จากนั้นก็ทรงหันไปลงพระปรมาภิไธยในสมุด พอท่านเสด็จพระราชดำเนินไปแล้ว ทุกคนก็รีบเข้ามาดูกระดาษที่ทรงลองปากกาแผ่นนั้นกันใหญ่

ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ บอกว่า

"พี่ๆ ขอหน่อยเถอะพี่ จะเอาไปเป็นมงคล" ก็เลยแบ่งให้อาจารย์ไปส่วนหนึ่ง...

 

7. ทุกข์ยามดึก

พลตำรวจตรีสุชาติ เผือกสกนธ์ ผู้อำนวยสำนักงานโครงการพระดาบส อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข .....การที่ได้ทรงพระกรุณารับฟัง และติดต่อทางวิทยุตำรวจเป็นประจำ จึงทรงทราบความลำบาก

ความเดือดร้อนของข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจ เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว

ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ ไมโครโฟนค้าง ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย

บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่ง ออกอากาศมาเป็ฯการแก้เหงา ก็มีที่จัดได้ว่าโชคดี คือ ศูนย์ควบคุมข่ายตำรวจแห่งชาติ "ปทุมวัน" กล่าวคือ ในยามดึกวันหนึ่ง พนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน

เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถ หาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสาร จึงได้รับสั่งทางวิทยุกับผู้เขียนในฐานะที่เป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า

"โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อ เก็บอาหารสำรอง สำหรับเวรยามดึกให้ 1 ตู้"

สูตรไก่ทอด KFC

posted on 01 Dec 2009 14:06 by ppa2533
 

สูตรไก่ทอด KFC

สูตรไก่ทอด KFC  

มาเริ่มกันเลย

อุปกรณ์คือ ไก่ เช่นสะโพก น่อง หรือ ตามที่เราต้องการจะทาน เกลือ พริกไทย น้ำมัน

1.ล้างเลือดกับเศษเครื่องในที่ติดอยู่ออกให้หมด แล้ววางไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ในการทำครั้งนี้ ใช้สะโพก 2 ชิ้น กับปีกไก่อีก 3 ชิ้น

2.แล้วเราก็จัดการทำน้ำเกลือหมักไก่กันค่ะ เครื่องปรุงไม่มีอะไรเลย ใช้เกลือป่นสักช้อนโตๆ ผสมกับน้ำซักประมาณ 1/2 ลิตรหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ถ้าไก่น้อยชิ้นค่ะ

3.เอาไก่ที่จะทอดลงไปแช่ในน้ำเกลือไว้ประมาณ 10-20 นาทีนะคะ เพื่อเพิ่มรสชาติให้ไก่อีกหน่อย ถ้าเราเอาไก่ไปทอดเลย มันจะจืดไปหน่อย เพราะไก่ไม่มีรสชาติอะไรเลย

แต่ถ้าจะเอาเกลือทาไก่ ก็เกรงว่าจะเค็มเกินไป ใช้วิธีแช่น้ำเกลือแบบนี้แหละค่ะ กำลังพอดี

4.แล้วก็เตรียมน้ำมันสำหรับทอดไก่ค่ะ ใช้น้ำมันพืชอะไรก็ได้ พอท่วมไก่ ไม่เช่นนั้นทอดแล้วไก่ไม่สวย และสุกไม่ทั่วกัน เพื่อนๆจะใช้กระทะ ใช้หม้อไฟฟ้า หรือภาชนะอะไรทอดก็ตามสะดวกนะคะ

แต่ต้องใส่น้ำมันให้พอท่วมไก่ แต่อย่าให้เกิน 2 ใน 3 ของภาชนะที่ใช้ทอดนะ ใช้ไฟแรงสุดเลยนะคะ

5.จากนั้นมาจัดการกับไก่กันค่ะ หาผ้าสะอาดมา 1 ผืน ใช้ tea towel นั่นแหละค่ะ เหมาะที่สุด เอาไก่ที่เราแช่น้ำเกลือไว้แล้วมาวางบนผ้า แล้วซับให้แห้งค่ะ บางคนอาจจะใช้กระดาษ

kitchen towel ก็ตามสะดวกนะคะ

6.ได้ไก่แล้วคราวนี้เราก็มีเตรียมแป้งทอดกันค่ะ เครื่องปรุงไม่มีอะไรมากมายเลย มีแค่แป้งสาลี เอาแบบที่มีในบ้านน่ะค่ะ

7.เริ่มจากใช้ช้อนกินข้าวตักแป้งใส่ชามใบโตๆหน่อยค่ะ แล้วใช้ช้อนตวงเกลือ กับพริกไทยป่น กะประมาณเอนะคะ อย่างละประมาณ 1/3 ก็พอค่ะ แต่ถ้าใครชอบกลิ่นพริกไทยเยอะๆ

ใส่เพิ่มไปอีกก็ได้นะคะ ส่วนรสเค็มนั้น สามารถเพิ่มได้อีกนิดหน่อยถ้าชอบรสจัดกว่านี้

8.ผสมแป้ง เกลือ และพริกไทย ให้เข้ากันแบบนี้นะคะ ตรงนี้ถ้าใครชอบไก่ทอดที่ออกรสเผ็ดแบบแม็กซิกัน จะใส่พริกปราปริก้าป่น สีแดงๆ เพิ่มลงไปก็ได้ค่ะ เราก็จะได้ไก่ทอดรสเผ็ด

9.นอกจากแป้งแล้ว ส่วนผสมอีกอย่างหนึ่งก็คือไข่ค่ะ ตีรอไว้ก่อน เหมือนเรากำลังจะเจียวไข่น่ะค่ะ จำนวนไข่กะเอาตามจำนวนไก่ที่จะชุบนะคะ กะว่าให้พอชุบไก่ติดจนหมดก็แล้วกัน

เตรียมเครื่องปรุงพร้อมแล้ว ลองเช็คดูน้ำมันหน่อยค่ะว่าร้อนหรือยัง ต้องให้ร้อนจัดๆเลยนะคะ พอน้ำมันร้อนแล้ว เราก็มาจัดการชุบไก่กันค่ะ นำไก่ที่ซับแห้งแล้วเอามาชุบแป้งก่อนครั้งหนึ่ง

พยายามเอาแป้งโรยให้ทั่วชิ้นไก่นะคะ

10.จากนั้นจับขาไก่ยกขึ้น แล้วเคาะเบาๆ ให้แป้งที่ชุบไว้มันร่วงลงมา ก็จะเหลือแป้งติดที่ไก่แค่พอบางๆแบบนี้เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็เอาไก่ไปชุบไข่ค่ะ ชุบให้ไข่ติดทั่วๆเลยนะคะ

เพราะถ้าชุบไข่ไม่ติด แป้งก็จะไม่ติดเหมือนกันค่ะ

11.ชุบไข่แล้วเอาไก่กลับมาชุบแป้งอีกครั้ง แป้งชุดเดิมที่ชุบครั้งแรกนี่แหละค่ะ จะเห็นว่าแป้งจะติดที่ชิ้นไก่มากกว่าเดิม นั่นเพราะว่าไก่เปียก เพราะผ่านการชุบไข่มาแล้วไงคะ

ตอนที่เราชุบแป้งครั้งที่ 2 นี่นะคะ ให้ชุบเอาตามชอบเลยค่ะ บางคนชอบกินแป้งทอดกรอบ ก็ชุบไปเยอะๆ ไม่ต้องเคาะออก แต่ถ้าชอบแป้งบางๆ ก็ชุบแต่พอบางๆก็พอ

12.จากนั้นก็เอาไก่ลงทอดค่ะ เวลาเอาไก่ลงหม้อทอดนะคะ อย่าใส่ลงไปพรวดเดียวเลย ค่อยๆจุ่มไก่ลงไป แล้วดูว่าน้ำมันเดือดหรือเปล่า ถ้าน้ำมันเดือดแบบนี้ก็ค่อยๆหย่อนไก่ลงไปค่ะ

ใส่ไก่ลงไปแล้วน้ำมันต้องท่วมไก่ี้นะคะ ไม่อย่างนั้นไก่จะสุกไม่เสมอกันและสีไม่สวย กระดำกระด่าง ไม่น่ากินค่ะ ต้องระวังอย่าโยนลงไปนะคะ เพราะถ้าโยนน้ำมันก็จะกระเด็น

กระฉอกออกมาหมด แถมจะลวกมือเราเอาซะอีกแน่ะ

จะทอดไก่กี่ชิ้นก็จัดการชุบแล้วใส่ลงหม้อไปแบบนี้ค่ะ คอยดูด้วยนะคะ ต้องทอดไก่ให้พอดีกับน้ำมันและกับหม้อที่ใช้ทอด ใส่มากก็จะล้นหกเลอะเทอะอีก

ข้อสำคัญอีกอย่างคืออย่าชุบไก่เตรียมไว้ล่วงหน้านะคะ จะทอดเมื่อไหร่แล้วค่อยชุบ เพราะไก่มีความชื้น ถ้าชุบแล้วไม่ทอดเลย แป้งชั้นนอกจะเปียก ทำให้ไม่กรอบค่ะ ชุบไป

ทอดไป ดีที่สุดนะคะ เมื่อเอาไก่ลงทอดจนพอแล้ว ให้ลดไฟลงเหลือแค่ปานกลางค่ะ กะเวลาไว้ประมาณ 15 นาที

เตรียมถาด ปูกระดาษ kitcen towel เอาไว้ (กระดาษทิชชู่ ชนิดใหญ่ มีขายใน 7-11 ) เพื่อซับน้ำมันจากไก่ทอดด้วยค่ะ

ทอดไก่ไปแล้ว 10 นาที เหลืออีกแค่ 5 นาทีก็จะครบเวลาที่เราตั้งไว้ ไปดูซิว่าไก่เป็นอย่างไรบ้าง สีเริ่มเหลืองสวยแล้วเห็นมั้ย แต่ใจเย็นๆก่อนนะ ไก่ยังไม่สุกดีหรอกค่ะ

ถ้าเอาขึ้นตอนนี้ ไก่ข้างในก็จะยังมีเลือดแดงๆ กินไม่ได้ค่ะ ครบ 15 นาทีแล้ว ไก่ชุดแรกก็สุกกินได้แล้วค่ะ ตักขึ้นมาใส่ถาดที่รองกระดาษไว้ ซับน้ำมันเสียหน่อย

ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วค่อยเอาไปเสริฟนะคะ ไก่จะได้สะเด็ดน้ำมันดี อันที่จริงจะทอดต่ออีกซัก 5 นาที ให้ไก่เหลืองกว่านี้ก็ได้นะ

หวังว่าเมนูนี้คงถูกใจใครหลายๆคนนะคะ ไก่ทอดแบบนี้เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ลองทำดูนะคะ ไม่ยากเลย แต่ไม่อยากแนะนำให้ใช้ไก่ส่วนอกมาทอดเลยค่ะ เพราะไก่ที่มีแต่เนื้อล้วนๆ

ทอดแล้วเนื้อจะแข็งหน่อย แต่ถ้าชอบก็เชิญลองดูได้ค่ะ

เครดิต คุณหมูแดง ครัวไกลบ้าน ค่ะ

ประเทศลาว

posted on 01 Dec 2009 11:45 by ppa2533
 

ลาว : ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ

  • ลักษณะภูมิศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมาประเทศลาวมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ต่อมาภายหลังมาเสียดินแดนบางส่วนให้กับสยาม จนกระทั่งเข้าสู่ยุคปลดปล่อยจากการปกครองของฝรั่งเศส

ทำให้ประเทศลาวมีเนื้อที่เหลือเพียง 236,800 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญถึง 13 สาย ด้วยกัน

อาทิเช่น น้ำคาน น้ำงึม น้ำซับ น้ำแบง ฯลฯ แม่น้ำที่สำคัญที่สุดของลาวและเป็นแม่น้ำนานาชาติคือแม่น้ำโขง หรือที่คนลาวเรียกกันว่า แม่น้ำของ ซึ่งบางส่วนของแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศลาวในแขวงจำปาศักดิ์มีความกว้างถึงหนึ่งกิโลเมตร

เกิดเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ขวางกลางแม่น้ำโขงคือ น้ำตกคอนตะเพ็ง ซึ่งมีความยาวตามลำน้ำเกือบสิบกิโลเมตร และมีความสูงราว 20 เมตร จากนั้นกระแสน้ำจึงไหลเข้าสู่จังหวัดตึงเตรงในประเทศกัมพูชาต่อไป

จากเขตแดนลาวมีความยาวทั้งสิ้น 4,500 กิโลเมตร ชายแดนที่ติดกับประเทศไทยมีความยาว 1,730 กิโลเมตร ส่วนใหญ่มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนทั้งสองประเทศ มีความยาวทั้งสิ้น

1,400 กิโลเมตร มีเทือกเขาที่สูงที่สุดในประเทศ ในแขวงเชียงขวาง ยอดเขาหลายแห่งมีความสูงกว่า 2,000 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศคือ ภูเบี้ย มีความสูงประมาณ

2,820 เมตร

  • ลักษณะภูมิอากาศ ประเทศลาวตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ลักษณะทางภูมิศาสตร์มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคเหนือในแขวงพงสาลีที่มีเขตแดนอยู่ติดกับประเทศจีน

ภูมิประเทศส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนและที่ราบสูงอากาศค่อนข้างหนาวถึงหนาวจัด ส่วนทางทิศตะวันออกมีลักษณะเป็นเทือกเขาและที่ราบติดกับประเทศเวียดนาม

สำหรับทางตอนใต้สุดมีลักษณะเป็นเทือกเขาติดกับประเทศกัมพูชา ประกับกับที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมในทะเลจีนใต้ ทำให้ประเทศลาวมีลักษณะทางภูมิอากาศแบ่งออกได้

3 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ จนถึงเดือนเมษายน
  • ฤดูฝน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จนถึงเดือนตุลาคม
  • ฤดูหนาว เริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมกราคม
  • การแบ่งการปกครอง ประเทศลาวแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 17 แขวง (จังหวัด) และอีกหนึ่งเขตการปกครองพิเศษ คือ

1. นครเวียงจันทน์ (กำแพงเวียงจันทน์) เป็นเขตการปกครองพิเศษคล้ายกรุงเทพฯ

2. แขวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงคือ เวียงจันทน์

3. แขวงหลวงพระบาง เมืองหลวงคือ หลวงพระบาง

4. แขวงหลวงน้ำทา เมืองหลวงคือ หลวงน้ำทา

5. แขวงอุดมไชย เมืองหลวงคือ เมืองไชยหรืออุดมไชย

6. แขวงบ่อแก้ว เมืองหลวงคือ ห้วยทราย

7. แขวงพงสาลี เมืองหลวงคือ พงสาลี

8. แขวงหัวฝัน เมืองหลวงคือ ซำเหนือ

9. แขวงเชียงขวาง เมืองหลวงคือ โพนสะหวัน

10. แขวงไชยบุรี เมืองหลวงคือ เมืองไชยบุรี

11. แขวงบอลิิคำไซ เมืองหลวงคือ เมืองปากซัน

12. แขวงคำม่วน เมืองหลวงคือ เมืองคำบ่วนหรือท่าแขก

13. แขวงสะหวันนะเขต เมืองหลวงคือ เมืองสะหวันนะเขต

14. แขวงสาละวัน เมืองหลวงคือ เมืองสาละวัน

15. แขวงเซกอง เมืองหลวงคือ เมืองเซกอง

16. แขวงจำปาศักดิ์ เมืองหลวงคือ เมืองปากเซ

17. แขวงอัตปือ เมืองหลวงคือ อัตปือ

และเขตปกครองพิเศษ คือ ไชยสมบูรณ์

  • ศาสนา ประชาชนลาวมากกว่าร้อยละ 90 นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เหมือนกับประชาชนชาวไทยและถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนอย่างเคร่งครัด อีก 10% ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม

โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมเข้ามาเผยแพร่ในช่วงที่เข้ามาปกครองประเทศลาว

  • ภาษา ภาษาประจำชาติคือ ภาษาลาวมีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาไทยในภาคอีสานของไทย นอกจากนี้คนลาวบางส่วนยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ดี สำหรับประชาชนชาวลาวทางตอนเหนือของประเทศสำเนียงการพูดและความหมายของคำบางคำคล้ายกับภาษาพื้นเมืองในจังหวัดเชียงใหม่

เชียงราย และเลย ทางตอนเหนือของประเทศไทย

  • ประชากร จากการสำรวจจำนวนประชากรในปีที่ผ่านมา (2544) ประเทศลาวมรจำนวนประชากรทั้งหมด 5.6 ล้านคน ประกอบด้วย 3 ชนชาติใหญ่รวม 68 เผ่า ได้แก่
  • ลาวลุ่ม หมายถึง ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มใกล้แม่น้ำโขง คิดเป็นร้อยละ 70 ของประชากรทั้งหมด เช่น ไทลาว ไทเหนือ ไทแดง ไทขาว ผู้ไท ลาวพวน ไทลื้อ เป็นต้น
  • ลาวเทิง เป็นกลุ่มชนเผ่าที่อาศัยบนพื้นที่ที่มีความสูงไม่เกิน 1,000 เมตร คิดเป็นประชากรร้อยละ 20 ของประเทศ เช่น สีดา บ่าแวะ ละแนด ฯลฯ
  • ลาวสูง เป็นประชากรส่วนน้อยอาศัยอยู่บนเทือกเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นชาวม้งและเผ่าอื่นๆ เช่น มูเซอ ก่อ กุย เป็นต้น
  • ระบบเงินตรา สกุลเงินของประเทศลาวคือ กีบ สำหรับเงินกีบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศลาวส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นใบละ 1,000 2,000 5,000 10,000 20,000 กีบ (ไม่มีเงินในลักษณะเหรียญกษาปณ์)
  • ดอกไม้ประจำชาติ ดอกจำปาหรือคนไทยเรียกว่าดอกลั่นทม เป็นต้นไม้ที่สามารถปลูกขึ้นได้เองตามธรรมชาติ

 สำหรับข้อมูลประเทศลาว ใกล้จะสมบูรณ์แล้วครับ ก็อดใจรอกันอกสักหน่อยนะ.....ครับผม.....โจ้ โอเชี่ยนสไมล์

 

พระราชประวัติ

ของ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออเบอร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) รัฐแมสสาชูเซตต์  (Massachusetts)

สหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีเถาะ นพศก จุลศักราช  ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม  พุทธศักราช ๒๔๗๐  มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช

เป็นพระโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช  กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์

       ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย  เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร  อดุลยเดชวิกรม  พระบรมราชชนก  และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  มีพระเชษฐภคินี

และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา  กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม  พุทธศักราช  ๒๔๖๖ 

ณ กรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล  เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กันยายน  พุทธศักราช  ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลแบร์ก 

ประเทศเยอรมนี

          เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๗๑  ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก  ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต  เกียรตินิยม  จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  สหรัฐอเมริกา 

กลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม  ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน  พุทธศักราช  ๒๔๗๒  สมเด็จพระบรมราชชนกสวรรคต  ขณะนั้น  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึง

๒ ปี  และเมื่อมีพระชนมายุได้  ๕ ปี  ได้ทรงเข้ารับการศึกษาชั้นต้น  ณ โรงเรียนมาแตร์เดอี  กรุงเทพฯ  จึงถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖  จึงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ

เมือง โลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี  พระเชษฐภคินี  และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช  เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนเมียร์มองต์

(Mieremont)  ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส  ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ  จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล  นูแวล  เดอ ลา ซืออิส โรงมองต์ (Ecole Nouvelle

de la Suisse Romande)  ตำบลแชลลี (Chailly)  เมืองโลซานน์  เมื่อทรงรับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์  จากยิมนาส กลาซีค  กังโตนาล (Gymnase Classique Cantonal) 

      ในพุทธศักราช  ๒๔๗๗  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าอานันทมหิดล  เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์  รัชกาลที่ ๘ แห่งบรมราชจักรีวงศ์  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช

จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น  สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อพุทธศักราช  ๒๔๗๘  และได้โดยเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล 

นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรกในพุทธศักราช ๒๔๘๑  โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  พระราชวังดุสิต  เป็นการชั่วคราว  แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

จนถึงพุทธศักราช  ๒๔๘๘  จึงโดยเสด็จพระราชดำเนินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล  นิวัตประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง  ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน  ในพระบรมมหาราชวัง 

           ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ

เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น  แต่เนื่องจากยังมีพระราชกิจด้านการศึกษา  จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทยเสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม 

พุทธศักราช ๒๔๘๙  เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม  ในครั้งนี้ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์  แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม

          ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น  ทรงพบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์  กิติยากร  ธิดาในหม่อมเจ้านักขัตรมงคล  กิติยากร  กับหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์)

กิติยากร  (ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาพระอิสริยยศ  หม่อมเจ้านักขัตรมงคลฯ  ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้านักขัตรมงคล 

เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓  และขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม  มีพระนามว่า พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๕)  ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ 

กิติยากร  ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๒  ณ เมืองโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

          ในพุทธศักราช ๒๔๙๓  เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง

พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทหิดล  ในเดือนมีนาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๓  ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน  ปีเดียวกันทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์

กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี  พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า  ในวังสระปทุมซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ 

กิติยากร  ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

          ในวันที่ ๕  พฤษภาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๓  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ  พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

ในพระบรมมหาราชวัง  เฉลิมพระบรมนามาภิไธย  ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร  สยามินทราธิราช

บรมนาถบพิตร  พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม  เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม  และในโอกาสนี้  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จ-พระราชินีสิริกิติ์ 

ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี          หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว  ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาพระสุขภาพ ณ เมืองโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์  ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ 

และระหว่างที่ประทับในเมืองโลซานน์  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินี  มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรกคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา 

สิริวัฒนาพรรณวดี  ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์  เมืองโลซานน์  เมื่อวันที่ ๕ เมษายน  พุทธศักราช ๒๔๙๔  และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้

๗ เดือน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน 

พระราชวังดุสิต  เนื่องจากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้ปรับปรุงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานสำหรับเป็นที่ประทับแทนการที่รัฐบาลจะจัดสร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ 

และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินี  มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์  คือ  สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ  เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ  ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๕  ในพุทธศักราช  ๒๕๑๕  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาขึ้นเป็น

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา  กิติวัฒนาดุลโสภาคย์  ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่

๒ เมษายน  พุทธศักราช  ๒๔๙๘  ในพุทธศักราช  ๒๕๒๐  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากร 

ปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์  อัครราชกุมารี  ประสูติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๔ กรกฎาคม  พุทธศักราช ๒๕๐๐

       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระผนวช  เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม  พุทธศักราช  ๒๔๙๙  ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง  และประทับจำพรรษา 

ณ  พระตำหนักปั้นหยา  วัดบวรนิเวศวิหาร  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม  ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินี  เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติราชการแผ่นดินแทนพระองค์ตลอดเวลา

๑๕ วัน  ที่ทรงพระผนวชอยู่  และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินี  ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อยเป็นที่พอพระราชหฤทัย 

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ในปีเดียวกันนั้นเอง  และในวันที่  ๓๑  ตุลาคม  พุทธศักราช 

๒๕๐๐  หลังจากทรงประกอบพิธีเฉลิมพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  ซึ่งได้ต่อเติมขึ้นใหม่แล้ว  ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน  พระราชวังดุสิต  กลับไปประทับที่ 

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน   พระราชวังดุสิต  จนถึงปัจจุบัน          

ที่มา : หนังสือในหลวงกับการศึกษาไทย : ห้าทศวรรษสิริราชสมบัติ คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี  จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ

๕๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๓๙ ย่

แม่น้ำในประเทศจีน

posted on 30 Nov 2009 09:59 by ppa2533
 

ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน

แม่น้ำ

ประเทศจีนอุดมไปด้วยน้ำโดยมีมากกว่า ๑,๕๐๐ สาย ซึ่งแต่ละสายมีปริมาณน้ำที่อาจถูกปล่อยลงมาได้เป็นพื้นที่มากกว่า ๑,๐๐๐ ตาราง กิโลเมตร มีปริมาณน้ำมากกว่า ๒.๗

ล้านล้าน ลูกบาศก์เมตร ไหลอยู่ในแม่น้ำเหล่านี้ นับเป็น ๕.๘ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำรวมทั้งโลก แม่น้ำขนาดใหญ่ส่วนมากมีต้นน้ำอยู่บนที่ราบสูง Qinghai - Tibet

ซึ่งเป็นผลทำให้จีนมั่งคั่งด้วยทรัพยากรพลังงานไฟฟ้า เป็นผู้นำของโลกในด้านไฟฟ้าพลังน้ำ โดยมีพลังงานสำรองถึง ๖๘๐ ล้านกิโลวัตต์

แม่น้ำในประเทศจีนถูกแบ่งเป็นระบบภายนอกกับระบบภายใน พื้นที่ริมน้ำของระบบแม่น้ำภายนอกที่ไหลลงสู่มหาสมุทรนั้นนับเป็น ๖๔ เปอร์เซ็นต์ของพื้นแผ่นดินของประเทศ

แม่น้ำเหล่านี้จะไหลสู่ตะวันออกลงมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ Yangtze , Yellow , Heilongjiang , Pearl , Liaohe , Haihe , Huaihe , และ Lancang สำหรับแม่น้ำ Yarlungzangbo

ในธิเบต จะไหลไปทางตะวันออกก่อนเปลี่ยนทิศไปทางใต้ลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ก่อให้เกิด Canyon ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่นี้ด้วยความยาว ๕๐๔.๖ กิโลเมตร และลึก ๖,๐๐๙

เมตร และแม่น้ำ Ertrix ที่ไหลจากมณฑลXinjiangในเขตปกครองตนเองของชมกลุ่มน้อย Uygur นั้น ไหลไปทางเหนือลงสู่มหาสมุทร Arctic

พื้นที่ริมน้ำของระบบแม่น้ำภายในที่ไหลลงสู่ทะเลสาบต่างๆ ในแผ่นดินหรือสูญหายไปในทะเลทรายหรือหนองน้ำเค็มมีอยู่ ๓๔ เปอร์เซ็นต์ของแผ่นดินทั้งหมดของจีน แม่น้ำ

Tarim ทางใต้ของมณฑลXinjiangเป็นระบบแม่น้ำภายในที่ยาวที่สุดที่ ๒,๑๗๙ กิโลเมตร

แม่น้ำ Yangtze (หรือ Changjiang ) เป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในจีน แต่เป็นอันดับที่ ๓ ของโลก รองจากแม่น้ำ Nile ในภาคเหนือของทวีปอัฟริกาและ แม่น้ำ Amazon ในทวีปอเมริกาใต้

แม่น้ำ Yangtze มีความยาว ๖,๓๐๐ กิโลเมตร กับพื้นที่รับน้ำ ๑,๘๙๐ ล้านตารางกิโลเมตร ในลุ่มแม่น้ำตอนกลางและตอนล่างของ Yangtze เป็นบริเวณอากาศอบอุ่นและชื้น

มีฝนตกมาก และพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ พื้นดินส่วนนี้จึงเป็นพื้นที่การเกษตรที่สำคัญแห่งหนึ่ง

Yangtze เป็นเส้นเลือดแดงของการขนส่งทางน้ำที่เชื่อมระหว่างภาคตะวันตกกับตะวันออก จนได้ชื่อว่า "Golden Waterway"

แม่น้ำเหลือง ( Huanghe ) เป็นแม่น้ำที่ใหญ่เป็นอันดับที่ ๒ ของจีน มีความยาว ๕,๔๖๔ กิโลเมตร และมีพื้นที่ริมน้ำถึง ๗๕๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หุบเขาที่แม่น้ำเหลืองไหลผ่านเป็นแหล่งกำเนิดแห่งหนึ่งของอารยธรรมโบราณฃองจีน

มีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ที่เขียวชอุ่ม และชั้นดินตะกอนที่อุดมสมบูรณ์

แม่น้ำ Heilongjiang ใหญ่ที่สุดทางเหนือด้วยความยาว ๔,๓๕๐ กิโลเมตร โดยอยู่ในแผ่นดินจีนมีความยาว ๓,๑๐๑ กิโลเมตร แม่น้ำ Pearl ใหญ่ที่สุดทางใต้ด้วยความยาว ๒,๒๑๔

กิโลเมตร

นอกจากแม่น้ำธรรมชาติ จีนยังมีคลองขุดที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและมีชื่อเสียงมากคือ Grand Canal ที่ขุดจากกรุงปักกิ่งลงไปถึงเมือง Hangzhou ด้วยความยาว ๑,๘๐๑ กิโลเมตร

เชื่อมแม่น้ำสำคัญ ๕ สายคือ Haihe , Yellow , Huaihe , Yangtze และ Qiantang

ติดต่อผม

posted on 30 Nov 2009 09:05 by ppa2533

           สวัสดีครับทุกท่านครับ ผมจะมาบอกที่ติดต่อผมครับ

78/2 ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอด หมู่ 1 ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120

เบอร์โทรศัพท์ 0852281776-0860813442-0853554617

E-mail: ppa2533@hotmail.com

แนะนำตัว

posted on 27 Nov 2009 20:10 by ppa2533

       สวัสดีครับ ผมเขียนบล๊อกมาก็หลายวันแล้วยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยครับ

ผมชื่อ สันติพงษ์ สร้อยฟ้า อายุ 19 ปีครับ

เรียนอยู่ที่โรงเรียนโพธินิมิตรวิทยาคมครับ

ผมเป็นคนพิการทางสายตาครับ

ผมอยู่ชั้น ม. 2/9 ครับ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าผมทำไมอยู่ชั้นม. 2 ครับ เพราะผมเข้าโรงเรียนช้าครับ

ผมเข้าอนุบานเมื่อตอนอายุ 10 ปีครับ

เรื่อง ระบบสืบพันธุ์

posted on 23 Nov 2009 21:08 by ppa2533
 

เรื่อง ระบบสืบพันธุ์

 

การสืบพันธุ์ หมายถึง การผลิตสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน เพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆ ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป มี 2 แบบคือ

1. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่ไม่มีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย

2. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การสืบพันธุ์ที่มีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเพศเมีย

การสืบพันธุ์ของคนเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยวิธีการปฏิสนธิภายใน เมื่อชายและหญิงย่างเข้าสู่วัยรุ่น ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมเพศ (ชายคืออัณฑะ

หญิงคือรังไข่) ให้ผลิตฮอร์โมนเพศและผลิตเซลล์สืบพันธุ์

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

1. อัณฑะ (Testis) มี 2 อัน ภายในมีหลอดสร้างอสุจิ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิและผลิตฮอร์โมนเพศชาย

2. ถุงหุ้มอัณฑะ (Scrotum) ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างอสุจิ คือ 34 องศาเซลเซียส

3. หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis) มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆยาวมาก ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิเพื่อให้แข็งแรงมากขึ้น

4. หลอดนำอสุจิ (Vas deferens) เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่ท่อปัสสาวะ

5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal vesicle) ทำหน้าที่สร้างอาหาร เพื่อใช้หล่อเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ วิตามินซี, น้ำตาลฟรุกโตสและโปรตีนโกลบูลิน

6. ต่อมลูกหมาก (Prostate gland) มีหน้าที่สร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นเบสอ่อนๆเพื่อใช้ล้างความเป็นกรดที่ท่อปัสสาวะของเพศชายและช่องคลอดของเพศหญิง

7. ต่อมคาวเปอร์ (Cowper gland) ทำหน้าที่หลั่งสารหล่อลื่นในท่อปัสสาวะ

8. ลึงค์หรือองคชาติ (Penis) เป็นส่วนที่ยื่นออกมาจากร่างกาย อยู่ระหว่างอัณฑะทั้ง 2 ข้าง ภายในมีท่อปัสสาวะ มีช่องเปิดสำหรับขับน้ำอสุจิและน้ำปัสสาวะออกมา

โดยทั่วไปเด็กชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นประมาณ 12-13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต ตัวอสุจิประกอบด้วยด้านส่วนหัวซึ่งภายในมีนิวเคลียสและส่วนหางที่ยาวช่วยในการเคลื่อนที่

ในการหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้ง จะมีน้ำอสุจิประมาณ 3-4 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีตัวอสุจิประมาณ 350-500 ล้านตัว ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาจะมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง

แต่อยู่ในร่างกายเพศหญิงได้ประมาณ 2 วันหรือ 48 ชั่วโมง

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง(Female Reproductive System)

แบ่งได้ 2 ส่วน คือ

1.อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงภายนอก ( external female genital organ ) ประกอบด้วย

1.1 คลิทอริส ( clitoris ) เป็นส่วนที่ปรากฎอยู่ทางส่วนบนของแคมเล็ก มีลักษณะการเจริญเช่นเดียวกับลึงค์ของผู้ชาย คือมีเนื้อเยื่อที่แข็งตัวได้ มีปลายประสาทมาสิ้นสุดมากจึงรับความรู้สึกต่างๆ

ได้เร็ว

1.2 แคมใหญ่ ( labia majora ) เป็นส่วนของผิวหนังที่มีก้อนไขมัน ด้านหน้าของแคมใหญ่ทั้งสองข้างจะติดกับเนินหัวเหน่า แคมใหญ่จะมีการเจริญมาเช่นเดียวกับถุงอัณฑะของเพศชาย

1.3 แคมเล็ก ( labia minora ) เป็นส่วนของผิวหนังที่อยู่ด้านในของแคมใหญ่และถูกแคมใหญ่ปิดทับอยู่ แคมเล็กมีต่อมไขมันมาก เพื่อช่วยให้เกิดการหล่อลื่นและป้องกันการเสียดสีขณะเกิดการร่วมเพศ

2. อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิงภายใน ( internal female genital organ ) เป็นอวัยวะส่วนที่มองไม่เห็นจากภายนอก ประกอบด้วย

1. รังไข่ (Ovary) มี 2 อันอยู่คนละข้างของมดลูก ทำหน้าที่สร้างไข่และฮอร์โมนเพศหญิง โดยปกติจะมีการตกไข่ทุกๆ 28 วัน โดยแต่ละครั้งจะตกเพียงใบเดียวจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน

2. ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก (Ovulation / Fallopian tube) บุด้วยเซลล์ที่มีขนสั้นๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกจากรังไข่ให้เข้าไปในปีกมดลูกเป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิ

3. มดลูก (Uterus) ภายในเป็นโพรงสำหรับรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนจนถึงกำหนดคลอด มีขนาดเท่าผลชมพู่ ถ้ามีไข่ตก ผนังของมดลูกจะมีหลอดเลือดมาหล่อเลี้ยงจำนวนมาก

4. ช่องคลอด (Vagina) เป็นทางผ่านของสเปิร์มเข้าไปในร่างกาย, เป็นทางคลอดของทารกและเป็นทางออกของประจำเดือน

การปฏิสนธิ คือ กระบวนการที่เซลล์ของเพศชาย รวมกับเซลล์ของเพศหญิง ทำให่เกิดเซลล์ใหม่

การตกไข่ คือ การที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ถ้านับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่

13-15

เมื่อไข่ได้รับการผสม จะมีการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เป็น 4 ไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันจะเคลื่อนที่จากท่อนำไข่เพื่อไปฝังตัวที่

ผนังมดลูก ซึ่งผนังมดลูกมีลักษณะที่หนามากขึ้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับรับไข่ที่ได้รับการผสม

เมื่อเอ็มบริโอฝังตัวกับผนังมดลุกแล้วนั้น ก็ยังคงมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่ง มีอายุได้ 8 สัปดาห์

เอ็มบริโอจะมีลักษณะทุกอย่างเหมือนกับคน และกระดูกในร่างกายจะเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดูกแข็ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

อายุ 3 สัปดาห์ เริ่มมีหัวใจ สมอง และกระดูกไขสันหลัง

อายุ 4 สัปดาห์ เริ่มมี ตา ปุ่มแขน และปุ่มขา

อายุ 5 สัปดาห์ ปุ่มแขนและปุ่มขาขยาายขนาดใหญ่ขึ้น เรื่อยๆ

อายุ 6 สัปดาห์ เริ่มมีหู

อายุ 7 สัปดาห์ เริ่มมีแผดานในช่องปาก

อายุ 8 สัปดาห์ เริ่มปรากฏอวัยวะเพศภายนอก กนะดูกในช่องปากเปลี่ยนจากกระดูกอ่อนเป็นกระดุกแข็ง

และมีทุกอย่างเหมือนคน หลังจากนั้นเป็นการเจริยเติบโตของอวัยวะต่างๆทั้งภายนอกและภายใน เพื่อให้สมบูรณ์

และพร้อมที่จะทำงานได้

อายุ 38 สัปดาห์ หรือ 9 เดือน คลอดออกมาเป็นทารกทราบหรือไม่...............ว่า

ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่ากว่าจะเกิดมาเป็นคนมันยากแค่ไหน

1.ตัวอสุจิ มีขนาดเล็กมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหาง ซึ่งภายในส่วนหัวจะมีนิวเคลียส และส่วนหางจะใช้ในการเคลื่อนที่ ตัวอสุจิจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 1-3มิลลิเมตรต่อนาทีและมีชีวิตอยู่ได้นาน

24-48 ชม.

2.การท้องนอกมดลูก คือ การที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว

ไม่ไปฝังตัวที่ผนังมดลุกแต่กลับไปฝังตัวที่อื่นเช่น บริเวณช่องท้อง

บริเวณปีกมดลูก ซึ่งทำให้ผู้เป็นมารดามีอาการปวดท้อง

อย่างรุนแรงและอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

 

3.การทำแท้ง เมื่อเอ็มบริโอมีอายุประมาณ 8 สัปดา์ห ์ื

นั้นอาจจะทำให้ผู้เป็นมารดาอันตรายถึง

แก่ชีวิตได้และอาจพบอาการแทรกซ้อนมากมายเพราะอาจ

เกิดการติดเชื้อร้ายแรง เช่น เนือ้เน่าตาย บาดทะยัก

ที่มาของภาพ

http://i22.photobucket.com/albums/b332/holysmn/1160-4.jpg

 

แม่น้ำสำคัญ ๆ ในประเทศไทย

แม่น้ำภาคกลาง

แม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำสำคัญ  4  สายหรือ  4  แคว  ได้แก่  แม่น้ำปิง  แม่น้ำวัง  แม่น้ำยม  และแม่น้ำน่าน  ที่ปากน้ำโพ  จังหวัดนครสวรรค์ 

ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์  อุทัยธานี  ชัยนาท  สิงห์บุรี  อ่างทอง  อยุธยา  ปทุมธานี  นนทบุรี  กรุงเทพมหานคร  และไหลลงอู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ  มีความยาวประมาณ 

370  กิโลเมตร  เปรียบเสมือนเส้นโลหิตใหญ่ของเมืองไทย

แม่น้ำท่าจีน มีต้นกำเนิดจากการแยกตัวของแม่น้ำเจ้าพระยา  ที่ตำบลท่าซุง  จังหวัดอุทัยธานี  ไหลผ่านจังหวัดอุทัยธานี  ชัยนาท  เรียกว่า  แม่น้ำมะขามเฒ่า ผ่านสุพรรณบุรี 

เรียกว่า  แม่น้ำสุพรรณบุรี ผ่านนครปฐม  เรียกว่า  แม่น้ำนครชัยศรี ผ่านสมุทรสาคร  เรียกว่า  แม่น้ำท่าจีน ไหลลงสู่อ่าวไทยระหว่างตำบลบางหญ้าแพรก  กับตำบลโกรกกราก 

อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสาคร  มีความยาวประมาณ  315  กิโลเมตร

แม่น้ำบางปะกง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสันกำแพง  ไหลผ่านจังหวัดปราจีนบุรี  ชลบุรี  ฉะเชิงเทรา  ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา  มีความยาวประมาณ 

230  กิโลเมตร

แม่น้ำป่าสัก มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์  ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์  ลพบุรี  สระบุรี  พระนครศรีอยุธยา  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ป้อมเพชร  อำเภอพระนครศรีอยุธยา 

มีความยาวประมาณ  570  กิโลเมตร

แม่น้ำภาคเหนือ

แม่น้ำปิง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาแดนลาว  ไหลผ่านจังหวัดเชียงใหม่  ลำพูน  ตาก  กำแพงเพชร  นครสวรรค์  โดยมาบรรจบกับแม่น้ำน่านระหว่างตำบลปากน้ำโพ  กับตำบลแควใหญ่ 

มีความยาวประมาณ  590  กิโลเมตร

แม่น้ำวัง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ  ไหลผ่านจังหวัดลำปาง  ตาก  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่จังหวัดตาก  มีความยาวประมาณ  400  กิโลเมตร

แม่น้ำยม มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ  ในจังหวัดพะเยา  ไหลผ่านจังหวัดเชียงราย  แพร่  สุโขทัย  พิษณุโลก  พิจิตร  นครสวรรค์  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำน่านที่อำเภอชุมแสง 

จังหวัดนครสวรรค์  มีความยาวประมาณ  700  กิโลเมตร

แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงพระบางและเทือกเขาผีปันน้ำ  ไหลผ่านจังหวัดน่าน  อุตรดิตถ์  พิษณุโลก  นครสวรรค์  ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่ปากน้ำโพ 

มีความยาวประมาณ  740  กิโลเมตร

แม่น้ำภาคอีสาน(ตะวันออกเฉียงเหนือ)

แม่น้ำชี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์  ไหลผ่านจังหวัดชัยภูมิ  ขอนแก่น  มหาสารคาม  ร้อยเอ็ด  ยโสธร  อุบลราชธานี  บรรจบกับแม่น้ำมูลระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานี 

กับอำเภอกันทรารมย์  จังหวัดศรีสะเกษ  เป็น  แม่น้ำที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และยาวที่สุดในประเทศไทย  คือ  มีความยาวประมาณ  765  กิโลเมตร

แม่น้ำมูล มีต้นกำเนิดจากเขาละมั่งในจังหวัดนครราชสีมา  ไหลผ่านจังหวัดนครราชสีมา  บุรีรัมย์  สุรินทร์  ร้อยเอ็ด  ศรีสะเกษ  อุบลราชธานี  ไหลลงสู่แม่น้ำโขง 

บริเวณอำเภอโขงเจียม  จังหวัดอุบลราชธานี  มีความยาวประมาณ  750  กิโลเมตร

แม่น้ำสงคราม มีต้นกำเนิดจากภูเขาเหล็กกับภูผาหัก  เทือกเขาภูพาน  ไหลตามแนวแบ่งเขตจังหวัดสกลนครกับอุดรธานี  หนองคาย  และนครพนม  ไหลลงสู่แม่น้ำโขง  บริเวณอำเภอท่าอุเทนจังหวัดนครพนม 

มีความยาวประมาณ  420  กิโลเมตร

แม่น้ำลำพระเพลิง มีต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพง  ไหลผ่านจังหวัดนครราชสีมาลงสู่แม่น้ำมูลที่อำเภอโชคชัย  จังหวัดนครราชสีมา  มีความยาวประมาณ  120  กิโลเมตร

แม่น้ำภาคตะวันออก

แม่น้ำบางปะกง และ  แม่น้ำปราจีน มีต้นกำเนิดจากการไหลมารวมกันของแม่น้ำหนุมานกับแม่น้ำพระปรง  ที่อำเภอกบินทร์บุรี  จังหวัดปราจีนบุรี  ตอนที่ไหลผ่านปราจีนบุรีเรียกว่า 

แม่น้ำปราจีนบุรี  ตอนที่ไหลผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราและชลบุรีเรียกว่า  แม่น้ำบางปะกง  ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง  จังหวัดฉะเชิงเทรา  เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในภาคตะวันออก 

คือมีความยาวประมาณ  230  กิโลเมตร

แม่น้ำระยอง มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาเรือแตกในอำเภอบ้านบึง  จังหวัดชลบุรี  ไหลผ่านจังหวัดระยอง  ลงสู่ทะเลในอำเภอเมือง  จังหวัดระยอง  มีความยาวประมาณ  70 

กิโลเมตร

แม่น้ำจันทบุรี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาสอยดาว  ในอำเภอมะขาม  จังหวัดจันทบุรี  ไหลลงสู่ทะเลที่ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์  จังหวัดจันทบุรี  มีความยาวประมาณ  100 

กิโลเมตร

แม่น้ำภาคตะวันตก

แม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำศรีสวัสดิ์)  มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาถนนธงชัย  ในเขตอำเภออุ้งผาง  จังหวัดตาก  ไหลลงมาทางใต้  ผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์  จังหวัดกาญจนบุรี 

และไหลไปรวมกับแม่น้ำแควน้อย  (กลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง)  ที่ตำบลปากแพรก  อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  มีความยาวประมาณ  380  กิโลเมตร

แม่น้ำแควน้อย (แม่น้ำไทรโยค)  มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาถนนธงชัย  ในเขตอำเภอสังขละบุรี  จังหวัดกาญจนบุรี  ไหลลงทางใต้  ผ่านอำเภอทองผาภูมิ  อำเภอไทยโยค  และไปรวมกับแม่น้ำแควใหญ่ 

(กลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง)  ที่ตำบลปากแพรก  อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  มีความยาวประมาณ  270  กิโลเมตร

แม่น้ำแม่กลอง มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำแควน้อย  (ไทรโยค)  และแม่แควใหญ่  (ศรีสวัสดิ์)  ไหลมาบรรจบกันที่ตำบลปากแพรก  อำเภอเมือง  จังหวัดกาญจนบุรี  กลายเป็น 

แม่น้ำแม่กลอง  ไหลผ่านจังหวัดกาญจนบุรี  ราชบุรี  สมุทรสงคราม  ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสงคราม  มีความยาวประมาณ  140  กิโลเมตร

แม่น้ำเพชรบุรี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาตะนาวศรี  ในเขตอำเภอท่ายาง  ไหลผ่านจังหวัดเพชรบุรี  ไหลลงสู่อ่าวไทยบริเวณอำเภอบ้านแหลม  มีความยาวประมาณ  190  กิโลเมตร

แม่น้ำภาคใต้

แม่น้ำตาปี หรือ  แม่น้ำสุราษฎร์ธานี มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูเก็ต  และเทือกเขานครศรีธรรมราช  ไหลผ่านบริเวณตอนเหนือของจังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี 

ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อ่าวบ้านดอน  ระหว่างอำเภอเมือง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  กับอำเภอกาญจนดิษฐ์  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มีความยาวประมาณ  230  กิโลเมตร

แม่น้ำตานี หรือ  แม่น้ำปัตตานี มีต้นกำเนิดจากเทือกขันกาลาคีรี  ไหลผ่านจังหวัดยะลา  ปัตตานี  ไหลลงสู่อ่าวไทย  ในเขตจังหวัดปัตตานี  มีความยาวประมาณ  190 

กิโลเมตร

            ข้อมูลจาก bangkok-guide.z-xxl.com/?p=1138 -